วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2550

การสอนให้รู้จักคิดอย่างมีวิจารณญาณเพื่อการป้องกันตัวจากศาสตร์มืด

กิตติพงษ์ วงศ์ทิพย์

เมื่อเห็นชื่อเรื่องบทความนี้แล้ว ผู้อ่านคงจะแปลกใจว่าผู้เขียนคิดอะไรอยู่ อ่านหนังสือเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ของ เจ เค โรวลิ่ง มากไปหรือเปล่า หรือเขียนบทความนี้หลังจากที่อ่านหนังสือเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์จบแล้วใช่ไหม
คำตอบก็คือ ไม่ใช่ ผู้เขียนไม่ได้บ้าหรือคลั่งไคล้แฮร์รี่ พอตเตอร์มากขนาดนั้น เพียงแต่เห็นว่าในปัจจุบันนี้มนุษย์เราก็ต้องต่อสู้กับศาสตร์มืดเช่นเดียวกับที่แฮร์รี่
พอตเตอร์ต้องผจญอยู่ ดังนั้นผู้เขียนจึงได้หยิบยืมชื่อการป้องกันตัวจากศาสตร์มืดมาใช้ในบทความนี้
ศาสตร์มืดที่ เจ เค โรวลิ่ง ได้กล่าวถึงในหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ คงจะหมายถึง เวทมนตร์คาถาที่พวกพ่อมดแม่มดฝ่ายของลอร์ดโวลเดอมอร์ หรือที่รู้จักกันว่า ผู้เสพความตาย ใช้ทำร้ายฝ่ายตรงข้าม ซึ่งก็จะมีอานุภาพแตกต่างกันไปในแต่ละคาถา แต่ศาสตร์มืดที่ผู้เขียนหมายถึงในบทความนี้ ผู้เขียนต้องการให้หมายถึง
ความชั่วร้าย เล่ห์เหลี่ยม เพทุบายของเหล่ามิจฉาชีพหรือผู้ที่มีจิตใจฝักใฝ่ไปในทางต่ำช้า ผู้ที่โดนกิเลสครอบงำจิตใจ ผู้ที่ต้องการจะทำร้ายผู้อื่น เห็นผู้อื่นดีกว่าตนเองไม่ได้ ซึ่งคนเหล่านี้มักจะมีอยู่ทั่วไปและพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นเราจึงควรที่จะรู้ให้เท่าทันคนจำพวกนี้ เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่ออันโอชะของมัน
วิธีการป้องกันตัวจากสาสตร์ที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ก็คือจะต้องเรียนเวทมนตร์คาถาต่าง ๆ ที่สามารถป้องกันคำสาปนั้น ๆ และต้องเรียนวิชาปรุงยาเพื่อจะได้ผลิตยารักษาตัวเองหลังจากที่โดนสาปด้วยคาถาจากศาสตร์มืด แต่ในความเป็นจริง เราทำอย่างนั้นไม่ได้ เราไม่มีเวทมนตร์คาถาที่จะป้องกันพวกมิจฉาชีพได้ แต่ทว่าเรามีอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงอยู่ในตัว ไม่ต้องสรรหาอาวุธชนิดอื่นหรือร่ำเรียนเวทมนตร์คาถาใด ๆ สิ่งนั้นก็คือ การคิด
การคิดจะทำให้เรารู้เท่าทันพวกมิจฉาชีพที่ชาญฉลาด เนื่องจากคนจำพวกนี้อาจจะมีทักษะหรือช่ำชองในการสื่อสารทั้งการพูดและการเขียน รู้จักใช้โวหาร เล่ห์เหลี่ยม เพทุบาย ทำให้ดูประหนึ่งว่าเป็นผู้มีคุณธรรม ซึ่งผู้ที่รู้ไม่เท่าทันอาจหลงเชื่อได้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ๒๕๔๘, หน้า ) ดังที่เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (๒๕๔๕, หน้า ๑ – ๒) ได้กล่าวว่า ความสามารถในการคิดทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ ทำให้มนุษย์สามารถแก้ปัญหาให้กับตนเอง สามารถคิดสร้างสรรค์เครื่องทุนแรง สร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ สามารถสร้างความสุขให้กับตนเอง และปกป้องตนเองให้พ้นจากภัยธรรมชาติได้ การคิดทำให้คนไม่ถูกหลอกด้วยการตีความหรือยอมรับการตีความข้อมูลอย่างผิด ๆ และไม่เชื่อถือสิ่งต่าง ๆ อย่างง่าย ๆ แต่จะวินิจฉัย ไตร่ตรอง และพิสูจน์ความจริงอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเลือก นอกจากนี้ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การเป็นคนที่เชื่อง่าย จะทำให้ถูกหลอกง่าย เพราะไม่คิดหรือคิดไม่เป็น มักเชื่อตามบุคคลที่น่าเชื่อถือ เช่น ผู้อาวุโส นักวิชาการ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ หรือไม่ก็เชื่อตามโชคชะตา หรือคิดไปเองว่าใช่แน่ ๆ หลายครั้งจึงถูกหลอกทางความคิดอย่างง่าย ๆ เพราะไม่เรียนรู้ที่จะเสาะแสวงหาข้อเท็จจริงของสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง และไม่พยายามตั้งคำถามกับสิ่งที่ควรสงสัย ไม่ได้คิดวิเคราะห์และคิดเปรียบเทียบผลดีผลเสียอย่างรอบคอบ ขาดการคิดอย่างบูรณาการและการคิดเชิงอนาคตจึงทำให้คิดผิด
ความสำคัญของการคิดดังกล่าวข้างต้นล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดประโยชน์กับบุคคลที่รู้จักคิดหรือมีความคิดและคิดเป็น ซึ่งก็หมายความว่า จะต้องรู้จักใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองอย่างละเอียดรอบคอบก่อนที่จะลงความเห็นหรือที่เรียกกันว่า คิดอย่างมีวิจารณญาณ นั่นเอง
การที่บุคคลจะคิดเป็นหรือคิดอย่างมีวิจารณญาณได้นั้น เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (๒๕๔๕, หน้า ๔ – ๕) ได้เสนอแนะว่าจะต้องมีความสามารถในการคิดให้ครบ ๑๐ มิติ ดังนี้
ประการแรก การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) หมายถึง ความตั้งใจที่จะพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยการไม่เห็นคล้อยตามข้อเสนออย่างง่ายๆ แต่ตั้งคำถามท้าทาย หรือโต้แย้งสมมติฐาน และข้อสมมติที่อยู่เบื้องหลัง และพยายามเปิดแนวทางความคิด ออกลู่ทางต่าง ๆ ที่แตกต่างจากข้อเสนอนั้น เพื่อให้สามารถได้คำตอบที่สมเหตุสมผลมากกว่าข้อเสนอเดิม
ประการที่สอง การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) หมายถึง การจำแนกแจกแจงองค์ประกอบต่าง ๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของสิ่งที่เกิดขึ้น
ประการที่สาม การคิดเชิงสังเคราะห์ (Synthesis-Type Thinking) หมายถึง ความสามารถในการดึงองค์ประกอบต่าง ๆ มาผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้สิ่งใหม่ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
ประการที่สี่ การคิดเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Thinking) หมายถึง การพิจารณาเทียบเคียงความเหมือน และ/หรือ ความแตกต่าง ระหว่างสิ่งนั้น กับสิ่งอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ สามารถอธิบายเรื่องนั้นได้อย่างชัดเจน เพื่อประโยชน์ในการคิด การแก้ปัญหา หรือการหาทางเลือดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ประการที่ห้า การคิดเชิงมโนทัศน์ (Conceptual Thinking) หมายถึง ความสามารถในการประสานข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่เกี่ยวกับเรื่องหนึ่งเรื่องใดได้อย่างไม่ขัดแย้ง แล้วนำมาสร้างเป็นความคิดรวบยอดหรือกรอบความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น
ประการที่หก การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking) หมายถึง การขยายขอบเขตความคิดออกไปจากกรอบความคิดเดิมที่มีอยู่ สู่ความคิดใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อค้นหาคำตอบที่ดีที่สุด ให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น
ประการที่เจ็ด การคิดเชิงประยุกต์ (Applicative Thinking) หมายถึง ความสามารถในการนำเอาสิ่งที่มีอยู่เดิม ไปปรับใช้ประโยชน์ในบริบทใหม่ได้อย่างเหมาะสม โดยยังคงหลักการของสิ่งเดิมไว้
ประการที่แปด การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) หมายถึง ความสามารถในการกำหนดแนวทางที่ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าหาแกนหลักได้อย่างเหมาะสม เพื่ออธิบาย หรือให้เหตุผลสนับสนุนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ประการที่เก้า การคิดเชิงบูรณาการ (Integrative Thinking) หมายถึง ความสามารถในการเชื่อมโยงแนวคิดหรือองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าหาแกนหลักได้อย่างเหมาะสม เพื่ออธิบาย หรือให้เหตุผลสนับสนุนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ประการที่สิบ การคิดเชิงอนาคต (Futuristic Thinking) หมายถึง ความสามารถในการคาดการณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อย่างมีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม
หากจะมองในแง่ของการศึกษาในสถาบันการศึกษาทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอุดมศึกษา
ผู้เขียนเห็นว่าการสอนให้นักเรียนหรือนักศึกษารู้จักคิดอย่างมีวิจารณญาณได้นั้น จะต้องสอนให้พวกเขามีทักษะการอ่านก่อน เพราะเมื่อพวกเขาอ่านอะไรสักอย่างหนึ่ง พวกเขาจะต้องใช้ความคิดในการแปลความและตีความถ้อยคำหรือข้อความในสื่อนั้น ๆ เพื่อจะได้เข้าใจเนื้อหา วัตถุประสงค์ และความคิดของผู้เขียนที่ต้องการสื่อสารผ่านงานเขียนชิ้นนั้น ๆ เพราะฉะนั้นการสอนให้นักเรียนหรือนักศึกษามีทักษะในการอ่าน คือ เข้าใจในสิ่งที่เห็นตามตัวอักษร ประเมินค่าหรือตัดสินใจว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง หรือความลำเอียงของ
ผู้แต่ง สามารถวิจารณ์โดยใช้ความคิดเห็นส่วนตัวที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับผู้แต่ง โดยใช้ประสบการณ์ ความจริง หรือเหตุผลเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา (Smith, ๑๙๖๓ อ้างใน นริศรา หงษ์หนึ่ง, ๒๕๔๗, หน้า ๘) ย่อมจะทำให้นักเรียนหรือนักศึกษาสามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณได้ ดังที่ สวลี ชนะปาลพันธุ์ (๒๕๓๖, หน้า ๑๘) ได้กล่าวไว้ว่า ผู้อ่านจะได้รับประโยชน์จากการอ่านอย่างมีวิจารณญาณมากที่สุด เพราะสามารถใช้ความคิดและประสบการณ์ของตนปรับปรุงตนเอง ทำให้เป็นคนมีความรู้ มีเหตุผล รอบคอบ มีมโนทัศน์กว้างในการตัดสินใจ วินิจฉัยข้อผิดถูกและแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที รวมทั้งมีเจตคติที่ถูกต้อง
วิธีการที่จะสอนให้ผู้เรียนรู้จักอ่านอย่างมีวิจารณญาณนั้น สนิท ตั้งทวี (๒๕๒๙, หน้า ๓๑๘) ได้กล่าวไว้ว่า การอ่านอย่างมีวิจารณญาณมีเกณฑ์ในการพิจารณา คือ ขั้นแรกจะต้องพิจารณาความถูกต้องของภาษาที่อ่าน พิจารณาความต่อเนื่องของประโยคและความหมาย จากนั้นแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นและความรู้สึก โดยพิจารณาว่าอะไรเป็นข้อเท็จจริง อะไรเป็นข้อคิดเห็น รวมทั้งพิจารณาความสัมพันธ์ของหลักการและตัวอย่างที่นำมาประกอบว่ามีความจริงเพียงไร สมเหตุสมผลหรือไม่ และสุดท้ายคือประเมินข้อเท็จจริง ความคิดเห็น และความรู้สึก รวมทั้งวิเคราะห์ความคิดของผู้เขียนกับความคิดส่วนตัวของเราว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ สมควรที่จะเชื่อตามที่เขาเขียนหรือไม่
นอกจากนี้ อาร์เธอร์ (Arthur อ้างใน นงนุช วัฒนาเขจร, ๒๕๓๓, หน้า ๓๕) ได้กล่าวถึง ทักษะในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณไว้ว่าจะต้องมีความสามารถดังต่อไปนี้
๑. จำความหมายของคำได้
๒. เลือกความหมายของคำในกรณีที่มีความหมายหลายอย่างได้อย่างเหมาะสม
๓. เข้าใจถ้อยคำความหมาย
๔. จับความคิดที่สำคัญของผู้เขียนได้
๕. รู้จุดหมาย ความคิดเห็น และความลำเอียงของผู้เขียนได้
๖. จับลักษณะการเขียนของผู้เขียนได้
๗. ลงความเห็นวินิจฉัยตัดสินใจ
๘. จับความรู้สึกที่ผู้เขียนต้องการแสดงออกได้
นอกจากนี้อาจจะใช้ลำดับขั้นความรู้ของบลูม (Bloom) มาประยุกต์ใช้กับการสอนอ่านอย่างมีวิจารณญาณได้ดังนี้ (สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์, ๒๕๓๙, หน้า ๙๕ – ๙๖)
ขั้นที่ ๑ จำ เป็นขั้นเริ่มแรกของการอ่านที่สมองจะต้องจำเรื่องราวให้ได้ จำความหมายของคำ ให้คำจำกัดความของคำยาก จำชื่อตัวละครและเหตุการณ์สำคัญ การที่ครูจะรู้ว่าผู้เรียนมีความจำเรื่องที่อ่านได้มากหรือน้อย ก็ใช้วิธีการตั้งคำถามเรื่องที่อ่าน หรือาจให้สะกดคำ บอกความหมายและบอกคำจำกัดความ
ขั้นที่ ๒ เข้าใจ เป็นขั้นที่ผู้เรียนสามารถเล่าเรื่องที่อ่านด้วยคำพูดของตนเองได้ เข้าใจความคิด ถ้อยคำ ประโยค และข้อความที่ให้คติสอนใจ สรุปเรื่องเป็นมโนทัศน์โดยใช้คำพูดของตน ดังนั้นการที่ครูจะประเมินว่าผู้เรียนมีความเข้าใจมากหรือน้อยควรตั้งเป็นคำถามด้วยการให้เล่าเรื่อง สรุปเรื่อง และเรียงลำดับเหตุการณ์ของเรื่อง
ขั้นที่ ๓ นำไปใช้ เป็นขั้นที่ผู้เรียนควรมีการฝึกนำถ้อยคำ ประโยค และเหตุการณ์ที่ได้จากการอ่านไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นใหม่หรือนำไปใช้แก้ปัญหาในวิชาอื่น ๆดังนั้นคำถามที่ใช้จึงมักจะกำหนดสถานการณ์ให้นักเรียนพิจารณาในการนำความรู้มาใช้ประโยชน์
ขั้นที่ ๔ วิเคราะห์ เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนแยกองค์ประกอบย่อยของแนวคิดที่ได้จาการอ่าน การรู้จักแยกความหมายของคำที่มีความหมายหลายอย่าง สามารถบอกได้ว่าองค์ประกอบใดมีความสัมพันธ์กันหรือไม่เกี่ยวข้องกันเลย
ขั้นที่ ๕ สังเคราะห์ เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนรู้จักสรุปแนวคิดของเรื่อง ค้นหาลักษณะโครงเรื่องที่คล้ายคลึงกับเรื่องที่เคยอ่าน สุภาษิตหรือคำพังเพยที่มีความหมายเปรียบเทียบแล้วใกล้เคียงกัน อีกทั้งยังสามารถสรุปแนวคิดที่เหมือนกันและต่างกันได้ด้วย
ขั้นที่ ๖ ประเมินค่า เป็นขั้นสูงสุดของการคิดที่ให้ผู้เรียนรู้จักตัดสินใจเรื่องที่อ่านว่าอะไรคือส่วนที่เป็นจริง และอะไรคือส่วนที่เป็นเท็จ พิจารณาและค้นหาคุณค่าที่ปรากฏในเรื่อง และยังรวมไปถึงความเป็นเหตุเป็นผลด้วย เป็นการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักสังเกตการใช้ถ้อยคำ การบรรยายที่ทำให้เกิดภาพพจน์ ตลอดจนความประทับใจอื่น ๆ ที่ได้จากการอ่านเรื่อง
จากที่กล่าวข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า วิธีการสอนให้ผู้เรียนสามรถอ่านอย่างมีวิจารณญาณได้นั้น ผู้เรียนจะต้องรู้จักใช้ความคิดพิจารณาเกี่ยวกับภาษา ประโยค และเรื่องราวของสิ่งที่อ่านโดยอาศัยหลักความจริง เหตุผล ประสบการณ์ของผู้อ่าน เป็นส่วนประกอบในการพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่เชื่อในความคิดของผู้เขียนเพียงประการเดียว รวมทั้งต้องสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าสิ่งที่อ่านได้ด้วย
ผู้อ่านคงจะเห็นแล้วว่าขั้นตอนหรือวิธีสอนให้ผู้เรียนอ่านอย่างมีวิจารณญาณมีความสัมพันธ์กับการคิด เพราะการที่ผู้เรียนจะอ่านอย่างมีวิจารณญาณได้ ผู้เรียนจะต้องใช้ความคิดในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ สิ่งที่อ่านเพื่อจะได้เข้าใจเรื่องราวและสิ่งที่เขียนต้องการแสดงออกให้ผู้อ่านได้ทราบ นอกจากนี้ผู้อ่านยังต้องใช้การคิดในการประเมินค่าสิ่งที่อ่านด้วยว่า สมควรเชื่อมากน้อยเพียงใด สิ่งที่อ่านมีประโยชน์กับตนเองหรือไม่อย่างไร เพราะฉะนั้นการคิดอย่างมีวิจารณญาณกับการอ่านอย่างมีวิจารณญาณจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด
เมื่อการอ่านอย่างมีวิจารณญาณและการคิดอย่างมีวิจารณญาณมีความสัมพันธ์กันในลักษณะที่เอื้อประโยชน์แก่กันและกันเช่นนี้ เราจึงควรเร่งส่งเสริมและสอนให้ผู้เรียนรู้จักคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณเป็นสื่อในการฝึกความคิด นี่คือหน้าที่ของผู้สอนในทุกระดับการศึกษาที่ควรกระทำ หากมองในแง่มุมของผู้เรียน ผู้เรียนก็จะต้องฝึกฝนตัวเองให้รู้จักคิดและอ่านอย่างมีวิจารณญาณเพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ เป็นบุคคลที่มีความเข้มแข็งทางความคิด ไม่หวั่นไหวกับกระแสที่เหล่ามิจฉาชีพสร้างขึ้นมา หรือไม่ตกเป็นเครื่องมือของพวกมันทำความเดือดร้อนให้แก่สังคมและประเทศชาติ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศชาติล่มจมในที่สุด
ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด ผู้อ่านคงจะเห็นคุณประโยชน์ของการคิดอย่างมีวิจารณญาณแล้วว่า สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันตัวจากสาสตร์มืดได้เป็นอย่างดี แต่อานุภาพของเครื่องมือนี้จะรุนแรงหรือมีฤทธิ์เดชเพียงใด อยู่ที่การฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ ยิ่งมีความชำนาญในการคิด คือ สามารถคิดได้รวดเร็วเพียงใด ก็จะสามารถป้องกันตัวเองจากสาสตร์มืดได้มากเท่านั้น
ขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านปลอดภัยจากการคุกคามของศาสตร์มืดและขอให้ศาสตร์มืดจงหมดไปจากโลกนี้ด้วยเทอญ

เอกสารอ้างอิง
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (๒๕๔๕). การพัฒนาทักษะการคิด. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก : http://www.idf.or.th/
นงนุช วัฒนาเขจร. (๒๕๓๓). ผลการทดลองใช้แบบฝึกสมรรถภาพการอ่านอย่างมีวิจารณญาณกับการสอนอ่านตามปกติที่มีต่อความสามารถในการอ่านและสมรรถภาพการอ่านอย่างเร็วของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
นริศรา หงษ์หนึ่ง. (๒๕๔๗). ความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยที่เรียนด้วยใช้วิธีสอนตามแนวทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้นิยม. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สนิท ตั้งทวี. (๒๕๒๙). การใช้ภาษาเชิงปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.
สวลี ชนะปาลพันธุ์. (๒๕๓๖). การใช้วรรณกรรมที่ชนะการประกวดพัฒนาการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนชำนาญสามัคคีวิทยา จังหวัดระยอง. วิทยานิพนธ์ศิลปะสาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (๒๕๔๘). ภาษาเพื่อพัฒนาการสื่อสาร. กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. (๒๕๓๙). หลักและวิธีสอนอ่านภาษาไทย. (พิมพ์ครั้งที่ ๒). กรุงเทพฯ : บริษัท
โรงพิมพ์ ไทยวัฒนาพานิช จำกัด.

ไม่มีความคิดเห็น: